เมนู EN

ขนาดตัวอักษร

การแสดงผล

ภาษา

TH EN

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

ประธานกรรมการ


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้พระราชทาน “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” แก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่ง ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ได้น้อมนำมาเป็นแนวทาง ในการดำเนินธุรกิจตลอดมา เพื่อที่จะเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทย (Pride and Treasure of Thailand) โดยมุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างสมดุลปฏิบัติภารกิจหลักในการจัดหาพลังงานให้แก่ประเทศอย่างพอเพียง ทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และรักษาสิ่งแวดล้อม ปตท. ได้ดำเนินธุรกิจให้มีผลตอบแทนที่เหมาะสม มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า จนถึง ปลายน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและภูมิคุ้มกันให้กับองค์กร โดยยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัดตลอดจนมีการบริหารความเสี่ยง และยึดมั่นการบริหารจัดการคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ภายใต้วัฒนธรรม การทำงานของพนักงานที่ต้องเป็นทั้ง “คนเก่ง คนดีและมีความรับผิดชอบ”

ปี 2559 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท. ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเกิดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ การค้าและการลงทุนลดลงการผันผวนของตลาดเงินทั้งจากเศรษฐกิจ จีน ที่ชะลอตัวลงและผลการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit Vote) และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริการวมถึงยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคานํ้ามัน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ระดับ 22.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี แต่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2559 ยังคงต่ำกว่าปี 2558 กลุ่ม ปตท. จึงได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจแบบ 3D คือ

1) Do Now เป็นยุทธศาสตร์ ที่ต้องดำเนินการทันทีเพื่อสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงาน โดยการเพิ่ม ผลผลิต (Productivity Improvement)

2) Decide Now เป็นยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ที่ต้องมีการตัดสินใจลงทุนในกรอบระยะ 3 - 5 ปี เพื่อสร้างการเติบโตจากฐานธุรกิจที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากศักยภาพในการแข่งขันและความได้เปรียบเชิงธุรกิจของ กลุ่ม ปตท.

3) Design Now เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตโดยอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อพัฒนาธุรกิจ ในรูปแบบใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง (New S-Curve) ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) แสวงหา โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก (Megatrend) และตอบสนองแนวคิดการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” ของภาครัฐ

ในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในปี 2559 ปตท. ประสบความสำเร็จในการเจรจาสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับคู่ค้าทำให้สามารถลดต้นทุนการนำ เข้า LNG ของประเทศตลอดอายุสัญญาลงได้ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท และ ปตท. ได้เร่งดำเนินการก่อสร้างคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 1 ส่วนขยายจาก 5 เป็น 10 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จ สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ต้นปี 2560 อีกทั้งยังได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ขยายเพิ่มเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 และก่อสร้างคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จภายในปี 2565

สำหรับธุรกิจนํ้ามัน ปตท. ได้ริเริ่มการเปิดสถานีบริการน้ำมันรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “PTT Compact Model” เป็นสถานบริการนํ้ามันขนาดกะทัดรัด เพื่อกระจายการบริการสู่ชุมชนบนถนนสายรองอย่างทั่วถึง จำนวน 18 แห่ง และจะขยายเพิ่มขึ้นพร้อมกับการพัฒนาเป็น Mini Community Mall เพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง มากขึ้น และ ปตท. ยังใช้ประโยชน์จากการมีเครือข่ายสถานีบริการนํ้ามันอยู่ทั่วประเทศสร้างประโยชน์แก่สังคมชุมชน อาทิ การจัดตั้ง “ร้านค้าประชารัฐสุขใจ” ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. 148 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้า OTOP ที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของแต่ละชุมชน มีบริการข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ การจัดตั้งโครงการ “รวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา” สร้างรายได้ให้กับชาวนากว่า 108 ล้านบาท การใช้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เป็นศูนย์รวมในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ และการดำเนินโครงการ “แยก แลก ยิ้ม” เพื่อปลูกฝังนิสัยการแยกขยะและนำรายได้จากการจำหน่ายขยะที่แยกได้กลับใช้ในการพัฒนาสังคมชุมชนต่อไป ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการดังกล่าวมีส่วนทำให้ส่วนแบ่งตลาดนํ้ามันขายปลีกของ ปตท. ในปี 2559 ยังคงครอง ความเป็นอันดับหนึ่งและเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40.8 และปตท. ยังได้รับรางวัลการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน และได้รับรางวัล Number One Brand Thailand เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

ปตท. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ที่ ปตท. เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยการนำองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจ ประสานกับการมีส่วนร่วมของชุมชนมาช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชน โดยในปี 2559 สายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติได้นำองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมใช้พลังงานธรรมชาติมาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ของชุมชนบ้านขนุนคลี่และบ้านภูเตย จังหวัดกาญจนบุรีด้วยการพัฒนา “เครื่องตะบันนํ้า (Hydraulic Ram Pump)” เพื่อส่งนํ้าจากที่ตํ่าขึ้นไปที่สูงและยังสามารถใช้แรงนํ้าไหลผลิตไฟฟ้าให้ชุมชนที่ขาดแคลนได้อีกด้วย และโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการขยายผลร่วมกับกรมป่าไม้ เพื่อที่จะนำไปต่อยอด “โครงการเกษตรพอเพียง” ตามแนวพระราชดำริ ที่จะสามารถผันน้ำจากแหล่งน้ำสู่แปลงเกษตรและพื้นที่ป่าที่ขาดแคลนน้ำต่อไป นอกจากนี้ ปตท. ยังคงมุ่งมั่นที่จะ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติโดยหนึ่งในกิจกรรมดังกล่าวคือการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าซึ่งในปี 2559 ปตท. ได้ส่งมอบพื้นที่ปลูกป่าจำนวน 54,600 ไร่ให้กับหน่วยงานของรัฐ ทำให้ตั้งแต่ปี 2556 ปตท. ได้ส่งมอบพื้นที่ปลูกป่าไปแล้ว 208,081 ไร่ จากเป้าหมายคือส่งมอบ 5 แสนไร่ภายในปี 2565 และยังมีโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติอื่น ๆ อีก เช่น โครงการรักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกะเจ้าโครงการเมืองน่าอยู่นำร่อง 5 เมือง เป็นต้น นอกจากนี้โครงการป่าในกรุงของ ปตท. ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ยังได้รับรางวัลออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2559 จากสมาคมภูมิสถาปนิกสหรัฐอเมริกาด้วย

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผลประกอบการทางการเงินของปตท. ในปี 2559 มีกำไรสุทธิ 94,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากการบันทึกมูลค่าการด้อยค่าทางบัญชีที่ลดลงและการบันทึกผลกำไรจากสต๊อกนํ้ามันจากราคานํ้ามันสิ้นปีที่เพิ่มขึ้นจากต้นปี (Stock Gain) รวมกันประมาณ 7 หมื่นล้านบาทแต่จากราคาเฉลี่ยน้ำมันและปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงก็ส่งผล ให้รายได้จากการขายของ ปตท. ลดลงเหลือ 1.72 ล้านล้านบาทจาก 2.03 ล้านล้านบาท ในปี 2558 และมาร์จินของธุรกิจ ปิโตรเคมีและการกลั่นก็ลดลงกว่า 2 หมื่นล้านบาทแต่จากการที่ กลุ่ม ปตท. ได้เร่งดำเนินการเพิ่มผลผลิต อย่างจริงจัง จากความทุ่มเทและความร่วมมือของบุคลากรทั่วทั้ง กลุ่ม ปตท. ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 2.4 หมื่นล้านบาท ประกอบกับการดำเนินธุรกิจของ ปตท. มีการลงทุนในตลอดห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ผลประกอบการของ กลุ่ม ปตท. สามารถพลิกฟื้นเร็วกว่าบริษัทน้ำมันชั้นนำหลายแห่งที่ลงทุนในธุรกิจต้นน้ำเป็นหลัก

ความสำเร็จในการดำเนินงานของ ปตท. สะท้อนได้จากรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับ อาทิ รางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม ประจำปี 2559 การได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน รางวัลผู้บริหารสูงสุด ยอดเยี่ยมแห่งปี (The Asset CEO of the Year) ด้านประเภทธุรกิจนํ้ามันและก๊าซ รางวัล Corporate Governance ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ผลประเมินระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งล้วนแต่เป็นผลมาจากการทุ่มเททำงานหนักของทั้งผู้บริหารและพนักงาน กลุ่ม ปตท. รวมถึงศักยภาพของการบริหารงาน ของคณะกรรมการบริษัท ตลอดจนการสนับสนุนที่ดีจากผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ในนามของคณะกรรมการ ปตท. ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่ให้ความไว้ใจและสนับสนุน การดำเนินงานของ ปตท. ด้วยดีเสมอมา และขอให้เชื่อมั่นว่าคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ปตท. ทุกคน จะมุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อให้องค์กร ปตท.เป็นสมบัติที่ลํ้าค่าของประเทศที่คนไทยทุกคนภูมิใจตลอดไป